ในงานเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ถือว่าไม่มี

การทำงาน | โดย M@YK!N เพิ่มความคิดเห็น (Comments) »

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ยินพี่ DM คุยกับพี่ PM ที่เข้ามาใหม่ เรื่องที่เอกสารต่างๆ มีหัวข้อต่างๆ จุกจิกมากมาย บางหัวข้อไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้ รู้ๆ กันอยู่แล้ว

แต่พี่ DM บอกว่า “ในงานเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ถือว่าไม่มี” เพราะเอกสารต่างๆ ถ้าถึงมือลูกค้าแล้ว จะถือเป็นหลักฐาน ว่าเราได้ทำอะไร หรือไม่ได้ทำไรไป ถ้าท้ายที่สุดเกิดปัญหาึขึ้นมา ก็มีสิ่งที่ใช้ยืนยันได้ว่าเราทำเรื่องนั้นๆ แล้ว

LEADERSHIP IS ACTION

การทำงาน | โดย M@YK!N 2 ความคิดเห็น »

“LEADERSHiP IS ACTiON, NOT POSiTiON”

เมื่อวาน เห็นประโยคนี้ ที่ปฏิทินตั้งโต๊ะของพี่ DM (Delivery Manager) เข้าครับ

ผมเขาใจว่า สิ่งที่ปฏิทินนี้อยากจะสื่อคือ การเป็นผู้นำ คือการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่ง เพื่อเป็นการเตือนใจ คนที่ขึ้นเป็นผู้นำแล้ว ต้องทำตัวให้สมกับเป็นผู้นำด้วย ไม่ใช่ ยังทำตัวเหมือนผู้ตามอยู่อย่างนั้น

ซึ่งผมเคยเห็นที่คนหนึ่งในทีม มีตำแหน่งเป็น Leader เหมือนกัน ขึ้น topic ใน Google Talk ว่า Leader is action, not position อันนี้ผมเข้าใจได้ทันทีว่า พี่เขาคงประชดที่งานหนักเกินกว่าที่่ควรจะเป็น ในลักษณะที่ว่า ตำแหน่งนี้งานไม่น่าจะหนักขนาดนี้

นักเลือกอาวุโส

IT, การทำงาน, ภาษาต่างชาติ | โดย M@YK!N เพิ่มความคิดเห็น (Comments) »

อาจารย์ ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล พูดให้ผมฟังหลายครั้ง ว่าคำว่าโปรแกรมเมอร์ (programmer) นั้น ถ้าจะให้ความหมายในภาษาไทยว่า นักเขียนโปรแกรม เห็นจะไม่ค่อยถูกนัก เพราะลักษณะงานจริงๆ ไม่ใ่ช่การเขียนขึ้นมาจริง แต่เป็นการเลือก (select) คำสั่ง (statement) ในภาษาต่างๆ มา เพื่อทำให้เกิดเป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ต่างหาก

อาจารย์ท่่านจึงเรียกคนที่ทำงานเป็น Senior Programmer ว่า “นักเลือกอาวุโส

โซฟา เป็นยังไง

การทำงาน, ภาษาต่างชาติ | โดย M@YK!N 3 ความคิดเห็น »

มีหนึ่งโปรเจ็กต์ที่ผมทำหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างลูกค้าผมกับเวนเดอร์ (vendor) วันหนึ่ง ลูกค้าผมมาถามผมว่า “ไอ้น้อง โซฟา เป็นยังไง ดูดีไหม” (ค่อนข้างสนิทกัน เพราะเคยทำโปรเจ็กต์กับพี่แกมาก่อนหน้านี้ ครั้งหนึ่งแล้ว) บอกตามตรงว่าตอนนั้นยังไม่รู้ความหมาย แต่ด้วยสัญชาติญาณ (instinct) ก็ตอบไปว่า “สำหรับผมถือว่าโอเคนะครับ”

แต่ผมก็ไม่ได้คิดนะครับว่า โซฟา ในที่นี้จะหมายถึงเฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่เคยใช้เลยไม่รู้ความหมาย วันนี้ นึกเรื่องนี้ขึ้นได้ เลยเอาความหมายมาให้ดูกัน

โซฟา ที่ได้ยินคือ so far นั่นก็แสดงว่า พี่เขาถามความก้าวหน้าของงาน ว่าที่ผ่านมา เวนเดอร์มันทำเป็นยังไงบ้าง

ฮก ลก ซิ่ว –> ละลาย

การทำงาน | โดย M@YK!N 5 ความคิดเห็น »

ฺที่ทำงานผมแจก อีกเช่นเคย แต่เกิดเหตุสลดนิดหน่อย

Before


After

Ref : ฮก ลก ซิ่ว – Fuk Luk Sau

3 in 1

การทำงาน | โดย M@YK!N 7 ความคิดเห็น »

ที่ทำงานแจกมาครับ เป็นได้ทั้งปากกาน้ำเิิงิน ปากกาแดง และดินสอครับ

ซากุระบาน.. ที่อ่างขาง

การทำงาน, ท่องเที่ยว | โดย time 2 ความคิดเห็น »


ในรอบ 1 ปี จะมีครั้งนึงที่ผมและกลุ่มเพื่อนจะนัดรวมตัวกันเฉพาะกิจ
ไปชาร์ตแบตเตอร์รี่ชีวิต เพื่อเพิ่ม… ไฟในการทำงานด้วยกัน
ส่วนสถานที่ก็ตามแต่ว่าเพื่อน ๆ จะเสนออะไร แล้วบอร์ด (พวกเรานี่แหละ)
จะอนุมัติมั้ย โดยจะมี Trip Manager (เพื่อนผู้เสียสละ)
เป็นธุระในการจัดวัน เวลา หารถ ที่พัก ทุกอย่าง… (ดีจริง ๆ) ให้บอร์ด
พิจารณาอีกนั่นแหละ ซึ่งในทริปนี้ เราเลื่อนเวลาจากปลายปี 52
เป็นต้นปี 53 เพื่อตั้งใจรับลมหนาว.. เต็มที่ และให้ผ่านพ้นฤดูกาล
ท่องเที่ยวของคนอื่น ๆ ไป ประกอบกับในปีที่ผ่าน ๆ มาเรามีความตั้งใจ
ไปดูซากุระที่ดอยอ่างขาง แต่พลาดตอนบานซะทุกที ปีนี้เราเลย..
เลือกวันใหม่ ให้ใกล้เคียงกับช่วงบานของซากุระมากที่สุด
.. ในรอบปีมีอะไรมากมาย ที่เหนื่อย ยุ่งยาก ลำบากกาย ใจ
.. ผมพยายามผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยดี.. และรอวันนี้.. วันที่
จะได้พักอย่างสบาย.. ใจ ในสถานที่อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม
กับเคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ…
จึงนำบรรยากาศมาแบ่งปันให้ทุกท่าน.. ในวันหยุดอย่างนี้ดูบ้าง

ทุกคนมีเวลา 24 ช.ม. ต่อวันเท่ากััน

การทำงาน, การเรียน | โดย M@YK!N 5 ความคิดเห็น »

หลายๆ คน คงจะเคยบ่น หรือเคยได้ยินคนบ่นว่า ไม่มีเวลาเลย ทำไมเวลามีน้อยแบบนี้ แล้วก็มักจะมีคนตอบมาประมาณว่า “ทุกคนมีเวลา 24 ช.ม. ต่อวัน เท่ากััน” ซึ่งผมคิดว่าคนที่ตอบแบบนี้ ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้งลงไปในแต่ละบุคคลที่พูด หรือบ่นออกมา

จริงอยู่ว่าทุกคนน่ะ ได้มาคนละ 24 ช.ม. ต่อวัน เหมือนๆ กัน แต่ว่า แต่ละคนมีภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบต่างๆ กัน ฉะนั้น ใครที่มีภาระเยอะ ก็ย่อมรู้สึึกว่าเวลามีน้อยเหลือเกิน

สมัยผมเด็กๆ  แทบจะพูดได้ว่า รอให้เวลามันผ่านไปไวๆ เพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีภาระหน้าที่อะไรกับใครเขา เรียนหนังสืออย่างเดียว พอถึงวันจันทร์ก็อยากให้ถึงวันศุกร์เร็วๆ จะได้หยุด เสาร์-อาทิตย์ เพราะอยากดูการ์ตูน พอบ่ายวันอาทิตย์ก็อยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ อยากเรียนหนังสือ อยากเจอเพื่อนๆ

แต่พอโตขึ้นมา มีภาระการงานเพิ่มมากขึ้น มันก็ทำให้เวลาที่มี ดูน้อยลงไป ผมเคยรู้สึกในวันพุธหนึ่งว่า “นี่วันพุธแ้ล้วเหรอ งั้นก็เหลือเวลาสำหรับโปรเจ็กต์นี้อีกแค่ 2 วันเองเหรอเนี่ย” ผมเคยรู้สึกในวันจันทร์หนึ่งว่า “พรุ่งนี้วันอังคารแล้วเหรอ งานที่ต้องส่งอาจารย์พรุ่งนี้ ยังไม่ได้ทำเลย เพราะงานที่ทำงานยุ่งมาก

ในเวลาที่เท่ากัน 24 ช.ม. ต่อวันนี้ บางคน เอาไปนอนได้ 8 ช.ม. บางคน เอาไปนอน 10 ช.ม. แล้วก็มีบางคนเอาไปใช้นอนได้แค่ 4 – 5  ช.ม. เท่านั้น แล้วมันจะเท่ากันได้ยังไงครับ T.T

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

การทำงาน, ทั่วไป, ปรัชญา | โดย time 2 ความคิดเห็น »

ผมคิดเสมอนะครับว่า ไม่ใช่แค่เราหรอก ที่จะเจอปัญหาหรือเรื่องราวทุกข์ใจ
คนอื่นหลาย ๆ คนก็ต้องเมีเรื่องอะไรกันบ้างหล่ะ ที่ทำให้เค้าระคายเคืองจิตใจ
ท้อใจ ท้อแท้ ท้อถอย ไม่มากก็น้อย ..ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะหาทางแก้ไข
ปัญหา หรือเรื่องราวที่พบเจอนั้นอย่างไร ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยเจอปัญหา
ที่ทำให้รู้สึกแย่  ขุ่นเคือง ในใจ มองไปทางไหนก็ยังไม่พบทางออก และผม
ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยตัวเอง.. ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา..
และปัญหาบางอย่างเราก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเราเอง.. ผมก็จนใจ
แต่จะจนใจอย่างไร เส้นทางเดินจะมืดสักแค่ไหน.. แต่ปลายทางของอุโมงค์
ผมก็ยังพบแสงสว่าง.. เสมอ.. นั่นคือ “ใจของเรา..เป็นทางออก..
เราจะทำอะไรไม่ได้ เราก็ทำที่ใจเรา.. ยอมรับมัน ปล่อยให้มัน
เป็นไปตามทางของมัน ส่วนใจเราก็ต้องวางในทางของเรา”

ฝากถึงหลาย ๆ ท่านที่มีปัญหา และยังไม่พบทางออกนะครับ
ว่าอย่าเพิ่งท้อถอย หมดแรงใจไปก่อน ลองค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ
ค่อย ๆ แก้ไขปัญหาไป ตามวิสัยที่เราสามารถทำได้
และถ้าไม่พบทางออกจริงๆ  ลองฟังธรรมะครับ..ช่วยได้นะ..
และหนทางที่มืดมิด.. ก็อาจจะสว่างได้..ที่ปลายเส้นทางของอุโมงค์ครับ..

Reactive Thinking

การทำงาน | โดย M@YK!N เพิ่มความคิดเห็น (Comments) »

เนื่องจากมีโอกาสติดรถพี่ในทีมกลับหอ ทำให้ได้แง่คิดบางอย่างมา

พี่เขาถามผมว่า ถ้าผมเป็น manager แล้วโปรเจ็กต์ที่ผมดูแลอยู่นั้น ค่อนข้าง dynamic (ไม่แน่นอน) ช่วงที่ต้องรองาน อยู่นั้น resources(น้องในทีม) ที่มี ถูกร้องขอให้ไปทำโปรเจ็กต์อื่น 100% (คือไปทำเต็มตัว) จะำทำัยังไง

ความคิดของผมนั้น เน้นไปที่การแก้ปัญหา หลังจาก resources ถึงดึงตัวไปแล้ว พี่เขาบอกว่าเป็นการคิดแบบ reactive ควรจะคิดในแบบ proactive คือ เราต้องมองให้เห็นว่ามันมีความเสี่ยง ถ้าเรางานเราพร้อมให้ทำ แล้ว resources ของเรายังอยู่กับโปรเจ็กต์อื่นจะทำให้งานไม่ประสบความสำเร็จได้ ต้องประเมินถึงความเสี่ยงตรงนี้ แล้วต่อรอง เืพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้า อาจจะยอมให้ไปทำโปรเจ็กต์อื่นได้ แต่ต้องไม่ใช่ 100% หรือพร้อมเสมอในการกลับมาทำโปรเจ็กต์ของเรา

งานคอมพิวเตอร์

IT, การทำงาน | โดย issuemako 3 ความคิดเห็น »

บังเอิญไปอ่านบล็อกของคุณ Mr. PeeTai ได้แง่คิดอะไรใหม่ๆ มาเพียบ
แล้วเรื่องนี้ ที่หยิบเอามาเพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานด้านนี้อยู่…
ขออนุญาติเอาบทความของพี่เค้ามาให้อ่านนะคะ

ถ้าเรายังคงเป็น “ลูกจ้าง” ซึ่งจำเป็นต้องทำงานในระบบของผู้อื่น หรือเรายังคงเป็น “คนทำธุรกิจส่วนตัว” ซึ่งจำเป็นต้องทำงานให้กับระบบของตัวเองแล้วล่ะก็ สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นก็คือ เราต้องทำ “งาน”

คนที่เรียนทางคอมพิวเตอร์มา มักจะสับสนกับภาระงานของตัวเองมาก ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะให้น้ำหนักกับงานไหนมากกว่ากันดี ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นบทบาทของระดับจัดการ ที่จะวางกำลังคนของตนเองโดยดูจาก “เนื้องาน” ที่ระบบนั้น ๆ มีอยู่เป็นสำคัญ

งานคอมพิวเตอร์นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ งานโครงการ ซึ่งเรียกให้สวยหรูว่า Project และ งานบำรุงรักษา ซึ่งเรียกด้วยศัพท์แสงภาษาอังกฤษว่า Application Management !!!

ประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เขาต้องการคนคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำงาน Application Management เพราะงานดูแลระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว มันมีสัดส่วนที่มากกว่างานโครงการระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ !!!

เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ต้องมาเจาะลึกกันว่า งานบำรุงรักษา หรือที่เรียกว่า Application Management นั้น มันควรจะประกอบไปด้วยงานอะไรบ้าง???

โดยตามหลักการ ITIL (ซึ่งมีหลายรุ่นซะเหลือเกิน) ได้กำหนดเอาไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า งาน Application Management ที่เราต้องพบเจอนั้น จะประกอบไปด้วย …

1. งานแก้ไข Incident
คืองานแก้ไขปัญหา อันเกิดจากความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็เกิดจากความผิดพลาดของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ จนทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทำให้มันทำงานให้ได้โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นเราอาจจะคอขาดได้

2. งานทำ Change Request
คืองานมูลนิธิใจบุญสุนทาน เป็นงานที่ทำเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ ให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้น หรือไม่ก็ทำให้มันแย่ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับความโลภของผู้ขอ และความไม่สันทัดกรณีของผู้รับงานมาทำ

3. งานทำ Operational Service
คืองานอันแสนจะน่าเบื่อสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นการทำอะไรที่ซ้ำซาก ต้องทำเป็นประจำตามช่วงเวลา เช่น อาจจะเป็น รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน, รายไตรมาส หรือ รายปี โดยงานประเภทนี้ถ้าเปรียบเป็นการชกมวย ก็ต้องถือว่าเป็น fight บังคับ ไม่ต่อยไม่ได้ ถ้าไม่ต่อย เข็มขัดก็หลุดกระเด็น!!!

***

ทีนี้เราก็จะพอมองเห็นภาพแล้วว่า งาน Application Management นั้น มันก็มีแค่ 3 อย่างเนี่ยแหล่ะ ทำวนไปวนมา ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับจัดการแล้วล่ะ ว่ามองภาพรวมของระบบคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองดูแลอยู่ชัดหรือเปล่า ว่าภาระงานที่ดูแลอยู่นั้น มันหนักหนาในงานประเภทไหนกันแน่?

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าระบบงานคอมพิวเตอร์ที่เราดูแลอยู่ มันมีแต่งานแก้ไข Incident เต็มไปหมด แต่เรามีคนไฟแรงชอบความท้าทาย แถมดูท่าทางจะทนไม่ได้ที่จะต้องมาแก้ไข Incident ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แล้วล่ะก็ เราก็ควรจะพิจารณาให้คนเหล่านั้นมาทำงาน Change Request แทน เพื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้นด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ มันน่าจะสามารถทำให้ Incident ที่มีอยู่ลดฮวบฮาบลงไปก็ได้!!!

ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของ “งาน” ก็ต้องขึ้นกับ “คน” เป็นสำคัญ ดังนั้น เราจำเป็นต้องวางคนที่ “ใช่” ในงานที่ “ชอบ” มากกว่า วางคนที่ “ชอบ” ในงานที่ “ใช่” นั่นเอง

อ้างอิง: งานคอมพิวเตอร์

บริจาค VS หักลดหย่อนภาษีเงินบริจาค

การทำงาน, ทั่วไป, ปรัชญา | โดย time 6 ความคิดเห็น »

เห็นคุณ issuemako เล่าเรื่องภาษี มาซะหลายวัน แต่แปลกใจเล็กน้อยที่คน comment
หายไปไหนกันหมดน้อ…หรือเป็นเพราะไม่ใช่เรื่องในกระแสของผู้อ่านกันนะ แต่ก็อดทำให้
ไฟในการเล่าเรื่องราวคุกรุ่นขึ้นมาอย่างกระทันหัน เนื่องจากเห็นในความสนใจของเพื่อน
สมาชิก ประกอบกับความเป็นพลเมืองที่ดีที่รู้และเข้าใจการเสียภาษี แอบปลื้มใจเลยหล่ะ
จึงอยากเขียนอะไรบ้าง

การหักลดหย่อนเงินบริจาคสำหรับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

1. เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา
คื
อเงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา (ตามหลักเกณฑ์ เช่น ค่าสร้างอาคาร ซื้อหนังสือฯ )
หักได้ 2 เท่ ของจำนวนเงินที่จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิ

2. เงินบริจาคการกุศลสาธารณะ
คือ เงินที่บริจาคให้แก่วัดวาอาราม (ทุกศาสนา), สภากาชาดไทย, สถานพยาบาล
และสถานศึกษาของทางราชการหรือองค์การของรัฐบาลสถานศึกษาเอกชน ฯ
(รายละเอียดเพียบ) หักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิหลังจากหักข้อ 1 มาก่อน
ที่สำคัญ เน้นนะครับว่าต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น ห้ามเป็นของ
โดยยกตัวอย่างใบอนุโมทนาบัตร และประเด็นพิจารณาสำคัญ ตาม * ในภาพนะครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมก็เห็นว่ามีท่านผู้ใจบุญ มากมายนำเอกสารหลักฐาน
ใบอนุโมทนาบัตรมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีกันหลายต่อหลายคน แต่.. เอ๊ะ…
บางคนที่บริจาคเงินไป แต่เมื่อนำเอกสารใบอนุโมทนาบัตรมาแสดงสิทธิแล้วปรากฎว่า
ใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย เนื่องจาก วันที่ผิดปี ข้อความไม่ถูกต้อง ฯลฯ สารพัดครับ
เขาเหล่านั้นก็มักจะบ่น ๆ ไม่พอใจ ต่อว่าสรรพากร ไม่ยอมรับกับข้อกฎหมายดังกล่าวบ้าง…
(เท่าที่ผมพบเห็นนะ) คือเค้าอยากที่จะใช้สิทธิได้ ก็เค้าอุตส่าห์บริจาคแล้วหน่ะเอง

ผมทราบนะครับว่ามันเป็นสิทธิของท่าน ที่กฎหมายให้ไว้ ว่าถ้าท่านบริจาคแล้ว
มันตรงกับเงื่อนไขตามกฎหมาย ๆ ก็จะให้สิทธิท่านลดหย่อนจำนวนเงินดังกล่าวได้
แต่.. ในใจส่วนลึกของผมก็อยากจะถามท่าน ๆ เช่นกันว่า ท่านบริจาคเงินไปเพื่ออะไร
ท่านบริจาคเพราะความศรัทธาในใจ บริจาคเพื่อความเสียสละ
ริจาคเพราะเพื่อให้ตัวเอง
รู้ถึงการเป็นผู้ให้ และลดกิเลศในใจ… ท่านอยากได้อะไรตอบแทนกลับมาจากการบริจาค

.. การเสียภาษีให้ประเทศชาติ เป็นหน้าที่และเป็นการทำเพื่อส่วนรวมอย่างหนึ่งเช่นกัน
แต่คนเรามักไม่คิดว่านี่เป็นการบริจาค ใจยังตัดเงินที่บริจาคก้อนนั้นไม่ขาดเลย..
เคยมีคนเล่าให้ผมว่า มีคนอยากจะทำบุญโดยการปล่อยเต่า.. ที่สวนโมกข์ ก็ซื้อเต่า
ดั้นต้นจากกรุงเทพฯ เดินทางไปปล่อยถึงสวนโมกข์ (วัดท่านอาจารย์พุทธทาส)
แล้วก็ได้ปล่อยเต่าสมใจ.. สบายใจ เป็นสุขใจ  ได้พบท่านอาจารย์ ๆ ถามกลับไปว่า

“ท่านได้ปล่อยเต่าแล้วเหรอ.. ทำไมต้องมาปล่อยถึงสวนโมกข์เล่า ถ้าจะปล่อยมันจริง ๆ
ทำไมไม่ปล่อยมันตั้งแต่กรุงเทพฯ..”
ฉันใดการบริจาคเงินก็ไม่ใช่เพียงแค่บริจาคให้กับ
วัดวาอาราม องค์กรการกุศลสาธารณะ หรือสถานศึกษาเท่านั้น หากแต่การบริจาค
คือการ “ให้/สละ/ตัดกิเลส..” จากใจของท่าน
สามารถทำได้… กับประเทศชาติด้วยการเสียภาษีได้เช่นกันครับ

WP Theme & Icons by N.Design Studio