เช้าสอบ ISEC0513 Computer Networks Security บ่ายสอบ ISEC0514 Computer System Security and Privacy เล่นเอาแย่ครับผม
โดยเฉพาะ ISEC0513 มี iptables มาเซอร์ไพร์ส หนึ่งข้อ โอ้ โห เช้าๆ กำลังมึนด้วย คิดใหญ่เลย เรียนไปแล้วเหรอเนี่ย เรียนไปตอนไหนหว่า ทำไมคิดไม่ออก T_T
ส่วน ISEC0514 มีมาให้เลือกทำ แต่สิ่งที่รู้ ที่ทำได้ ดันไปแซมๆ อยู่กับข้อนู้น ข้อนี้ เลือกทำไม่ถูกอีก สอบไฟนอลรอบนี้ เตรียมตัวน้อยไปจริงๆ คงเพราะมาโดนอัดให้อยู่วันเดียวกัน
สำรอง : Final 2/52
อาจารย์ ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล พูดให้ผมฟังหลายครั้ง ว่าคำว่าโปรแกรมเมอร์ (programmer) นั้น ถ้าจะให้ความหมายในภาษาไทยว่า นักเขียนโปรแกรม เห็นจะไม่ค่อยถูกนัก เพราะลักษณะงานจริงๆ ไม่ใ่ช่การเขียนขึ้นมาจริง แต่เป็นการเลือก (select) คำสั่ง (statement) ในภาษาต่างๆ มา เพื่อทำให้เกิดเป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ต่างหาก
อาจารย์ท่่านจึงเรียกคนที่ทำงานเป็น Senior Programmer ว่า “นักเลือกอาวุโส“
Black : สีดำ –> ThinkPad
White : สีขาว –> Mac Book
ผมเป็นอีกหนึ่งคนที่ประทับใจ ThinkPad อดีตโน้ตบุ๊คตระกูล IBM เก่า (ตอนนี้เป็น Lenovo ThinkPad) ด้วยประสิทธิภาพ และความเคยชินในการใ้ช้ปุ่มแดง (TrackPoint) ในขณะที่ผมไม่เคยสนใจ MacBook เลย คงเพราะไม่มีตังค์ และจากที่ได้คุยได้ฟังจากคนที่เคยใช้แล้ว ผมคิดว่า ผมคงไม่เหมาะกับการใช้งาน MacBook
ตอนนี้มี ThinkPad อยู่รุ่นหนึ่ง ที่ผมรู้สึกอยากได้มากๆ คือ ThinkPad x200si เพราะคุณสมบัติหลายอย่างถูกใจผมเหลือเกิน แต่ก็คงได้แค่อยาก เพราะไม่มีัตังค์ เหะๆ ใช้ T61 ของบริษัทไปก่อนดีกว่า
Ref : ThinkPad TrackPoint ปุ่มแดงมหัศจรรย์, โฉมหน้า T43 ตัวโปรด, T43 ของผม
ครั้งแรกของประเทศไทยกับการประกวด Doodle 4 Google ขอเชิญชวนเยาวชนชาวไทยทั่วประเทศ มาร่วมกันจินตนาการและสร้างสรรค์ดูเดิลในแบบของตนเอง ภายใต้หัวข้อ “เมืองไทยของฉัน” เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ความเป็นไทย ชาติที่มีศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ที่มีเอกลักษณ์
ดูเดิลที่ชนะเลิศจะต้องได้รับคะแนนจากการโหวตทางออนไลน์และคัดเลือกจากคณะกรรมการ โดยผู้ชนะเิลิศระดับประเทศ จะมีดูเดิลของตนเองไปปรากฏบนหน้าเว็บกูเกิลประเทศไทย เป็นเวลา 24 ชม. เพื่อให้ผู้ใช้กูเกิลในไทยหลายล้านคนได้ร่วมชื่นชม ในวันที่ 13 เมษายน 2553 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ “วันสงกรานต์” ของไทย และยังได้ไปทัศนศึกษาที่ Google (สำนักงานใหญ่) รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
การสมัครและส่งผลงาน
นักเรียนที่ศึกษาในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน อายุตั้งแต่ 5 ถึง 18 ปี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกคน การประกวดจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มการศึกษา ดังนี้
- อนุบาล – ประถมศึกษาปีที 3
- ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6
- มัธยมศึกษาปีที่ 1-3
- มัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6
สนับสนุนการจัดการประกวดโดย
กระทรวงศึกษาธิการ และ อุทยานการเรียนรู้
เป็นคำถามที่ผมโดนถามหลายครั้งแล้ว แต่ผมก็ไม่มีอะไรที่จะแนะนำซักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้พอจะคิดออกแล้ว ว่าควรบอก หรือแนะนำอะไร ซึ่งคงไม่พ้นเรื่องที่ตัวเอง คิดว่าทำไม ไม่หาข้อมูลก่อนตัดสินใจเรียน
ผมคิดว่าเรื่องเวลาสำคัญสุด เวลาในที่นี้ ผมไม่ได้หมายความว่า ต้องมีเวลาทุ่มเทให้การเรียนให้มากๆ แบบที่คนพูดกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง แต่ผมหมายถึงระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน คุณมีเวลาแค่ไหน ในการเรียน มีแค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้นหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ไม่ควร เพราะเอาเข้าจริงๆ ก็เป็นเรื่องยากที่จะจบได้ภายใน 2 ปีีครึ่ง (นี่กรณีที่ไม่ติดวิชาอะไรแล้วนะครับ)
เช่นรุ่นผม หลักสูตร 2 ปีครึ่ง เข้าเรียนเทอม 1 ปี 2551
1/51 (ประมาณ มิ.ย. – ต.ค. 51)
2/51 (ประมาณ พ.ย. 51 – มี.ค. 52)
3/51 หรือ Summer (ประมาณ เม.ย. – พ.ค. 52) —> ครบ 1 ปี
1/52 (ประมาณ มิ.ย. – ต.ค. 52)
2/52(ประมาณ พ.ย. 52 – มี.ค. 53)
3/52 หรือ Summer (ประมาณ เม.ย. – พ.ค. 53) —> ครบ 2 ปี
1/53 (ประมาณ มิ.ย. – ต.ค. 53) —> ครบ 2 ปี ครึ่ง
แต่ก็ยังจบไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้สอบประมวลความรู้ หรือ Comprehensive (ข้อเขียน และปากเปล่า)
สอบข้อเขียน (ประมาณ พ.ย. 53)
สอบปากเปล่า (ประมาณ ม.ค. 54) ถ้าผ่านได้ในรอบนี้ —> เกือบ 3 ปี
ถ้ายังไม่ผ่านมีอีกทีหนึ่ง
สอบข้อเขียน (ประมาณ เม.ย. 54)
สอบปากเปล่า (ประมาณ มิ.ย. 54) ถ้าผ่านได้ในรอบนี้ —> เท่าไหร่แล้วเนี่ย
ตัวอย่างเท่านี้ น่าจะพอตอบคำถามที่ทุกคนสงสัยได้ว่า ทำไมผมเรียนนานจัง เพราะผมไม่ได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน ว่า 2 ปีครึ่งตามคำโฆษณานั้นน่ะ ไม่ใช่แค่หมดวิชาเรียน แต่ต้องรวมการสอบประมวลความรู้ ที่รุ่นพี่บอกว่าโหด ว่าหิน ผ่านกันย๊ากยาก เ้ข้าไปด้วย
บังเอิญไปอ่านบล็อกของคุณ Mr. PeeTai ได้แง่คิดอะไรใหม่ๆ มาเพียบ
แล้วเรื่องนี้ ที่หยิบเอามาเพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานด้านนี้อยู่…
ขออนุญาติเอาบทความของพี่เค้ามาให้อ่านนะคะ
ถ้าเรายังคงเป็น “ลูกจ้าง” ซึ่งจำเป็นต้องทำงานในระบบของผู้อื่น หรือเรายังคงเป็น “คนทำธุรกิจส่วนตัว” ซึ่งจำเป็นต้องทำงานให้กับระบบของตัวเองแล้วล่ะก็ สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นก็คือ เราต้องทำ “งาน”
คนที่เรียนทางคอมพิวเตอร์มา มักจะสับสนกับภาระงานของตัวเองมาก ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะให้น้ำหนักกับงานไหนมากกว่ากันดี ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นบทบาทของระดับจัดการ ที่จะวางกำลังคนของตนเองโดยดูจาก “เนื้องาน” ที่ระบบนั้น ๆ มีอยู่เป็นสำคัญ
งานคอมพิวเตอร์นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ งานโครงการ ซึ่งเรียกให้สวยหรูว่า Project และ งานบำรุงรักษา ซึ่งเรียกด้วยศัพท์แสงภาษาอังกฤษว่า Application Management !!!
ประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เขาต้องการคนคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำงาน Application Management เพราะงานดูแลระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว มันมีสัดส่วนที่มากกว่างานโครงการระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ !!!
เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ต้องมาเจาะลึกกันว่า งานบำรุงรักษา หรือที่เรียกว่า Application Management นั้น มันควรจะประกอบไปด้วยงานอะไรบ้าง???
โดยตามหลักการ ITIL (ซึ่งมีหลายรุ่นซะเหลือเกิน) ได้กำหนดเอาไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า งาน Application Management ที่เราต้องพบเจอนั้น จะประกอบไปด้วย …1. งานแก้ไข Incident
คืองานแก้ไขปัญหา อันเกิดจากความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็เกิดจากความผิดพลาดของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ จนทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทำให้มันทำงานให้ได้โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นเราอาจจะคอขาดได้2. งานทำ Change Request
คืองานมูลนิธิใจบุญสุนทาน เป็นงานที่ทำเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ ให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้น หรือไม่ก็ทำให้มันแย่ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับความโลภของผู้ขอ และความไม่สันทัดกรณีของผู้รับงานมาทำ3. งานทำ Operational Service
คืองานอันแสนจะน่าเบื่อสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นการทำอะไรที่ซ้ำซาก ต้องทำเป็นประจำตามช่วงเวลา เช่น อาจจะเป็น รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน, รายไตรมาส หรือ รายปี โดยงานประเภทนี้ถ้าเปรียบเป็นการชกมวย ก็ต้องถือว่าเป็น fight บังคับ ไม่ต่อยไม่ได้ ถ้าไม่ต่อย เข็มขัดก็หลุดกระเด็น!!!***
ทีนี้เราก็จะพอมองเห็นภาพแล้วว่า งาน Application Management นั้น มันก็มีแค่ 3 อย่างเนี่ยแหล่ะ ทำวนไปวนมา ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับจัดการแล้วล่ะ ว่ามองภาพรวมของระบบคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองดูแลอยู่ชัดหรือเปล่า ว่าภาระงานที่ดูแลอยู่นั้น มันหนักหนาในงานประเภทไหนกันแน่?
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าระบบงานคอมพิวเตอร์ที่เราดูแลอยู่ มันมีแต่งานแก้ไข Incident เต็มไปหมด แต่เรามีคนไฟแรงชอบความท้าทาย แถมดูท่าทางจะทนไม่ได้ที่จะต้องมาแก้ไข Incident ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แล้วล่ะก็ เราก็ควรจะพิจารณาให้คนเหล่านั้นมาทำงาน Change Request แทน เพื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระบบคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้นด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ มันน่าจะสามารถทำให้ Incident ที่มีอยู่ลดฮวบฮาบลงไปก็ได้!!!
ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของ “งาน” ก็ต้องขึ้นกับ “คน” เป็นสำคัญ ดังนั้น เราจำเป็นต้องวางคนที่ “ใช่” ในงานที่ “ชอบ” มากกว่า วางคนที่ “ชอบ” ในงานที่ “ใช่” นั่นเอง
อ้างอิง: งานคอมพิวเตอร์
IBMSD IT Trainee Academy Program – 2010
Start working for a leader, start @ IBM, Learn more and apply today!
We are currently looking for talented university students at the undergraduate level in IT/computer related fields to join our IBMSD IT Trainee Academy Program in commencing May 2010. Our Graduate Program is one of the best IT Career Opportunities offering young talented graduates exceptional training program, career development initiatives, flexibility at work, and dynamic, team environment.
The program is designed to develop the skills and knowledge you need to accelerate your career at IBM. You will have the opportunity to work alongside other talented professionals, both new and experienced, on client projects that will draw on and build your expertise. You will learn how IBM works, how to maximize your contribution to the company, how to successfully navigate within IBM and connect with your colleagues. We are committed to your continued career growth and achievement.
Application Deadline : February 4, 2010
Testing Schedule : February 2010 (Will be notified)
How to Apply : Send your resume and a copy of academic transcript and please specify “iA – 2010” in your application to recruit@isd.th.ibm.com no later than February 4, 2010. We strongly encourage you to submit your application to us as soon as possible.
For additional information,
please contact us at 02-797-4134, 02-797-4009 or 02-797-4169.
อ้างอิงจากเว็บ นาริสา
พอดีเห็นหัวข้อที่ได้จากเมล์ เลยเข้าไปอ่าน
หัวข้อคือ “เป็นโปรแกรมเมอร์มา 4-5 รู้สึกหมดไฟบ้างไหม”
มีบางช็อต ที่อยากให้อ่านคะ
ผมพอใจกับการสอบ cert. ทั้งสองครั้ง ไม่ใช่เพราะผ่าน แต่เพราะคะแนนออกมาตามที่หวังไว้ (ได้เยอะส่วนที่อยากได้เยอะ และได้น้อยส่วนที่ไม่สนใจ) ที่ดีเพราะนั่นแปลว่าผมรู้ว่าผมทำอะไรได้ดีและทำอะไรไม่ค่อยได้ ผมว่าการรู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เวลาได้งานมา เคยลองกะไหมครับ ว่างานนี้เราใช้เวลาเท่าไหร่? แล้วกะได้แม่นมากน้อยแค่ไหน? ถ้าไม่แม่น ลองกลับมาวิเคราะห์ดูไหมว่าเพราะอะไร? มันคาดเคลื่อนเพราะเราขาดความเข้าใจใน domain knowledge หรือว่าเพราะเรา design ผิด หรือเพราะเราขี้เกียจ หรือเพราะประมาท หรือว่าเพราะอะไร?
ไม่สำคัญว่าตอนนี้เรารู้อะไร ไม่รู้อะไร สำคัญว่าเรารู้ตัวเองไหมว่าเรารู้อะไรบ้าง แล้วเราไม่รู้อะไรบ้าง การรู้จักตัวเองนำไปสู่การวางแผน การวางแผนนำไปสู่ process improvement และ process improvement จะทำให้เราไปถึง full potential ของเราครับ ถ้าเรา excecute ด้วย maximum performance แล้ว หลังจากนั้นการ ขยาย capability หรือ capacity ก็จะเห็นผลครับ เมื่อทำแล้วได้ผล ก็จะอยากทำต่อไปอีก เป็นจิตวิทยาที่สนับสนุน life-long learning ครับ
มีเพื่อนที่เรียนโทที่มหานครด้วยกันอยู่คนหนึ่ง เขาเคยขึ้น topic ใน msn ว่า “โลก Internet ไม่มีใครบอกอะไรหมดทุกด้าน เรารับรู้ตัวตนคนนั้นได้ เพียงบางมุมที่เขาอยากให้รู้“
ผมก็ไม่คิดอะไรกับข้อความนี้ครับ เพราะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องในโลกอินเทอร์เน็ตหรอก แค่ในโลกความเป็นจริงก็ไม่ค่อยมีใครบอกอะไรหมดทุกด้านอยู่แล้ว
แต่จากประสบการณ์ของผม ซึ่งผมมักจะชอบเข้าไปอ่าน blog ของบรรดา geek ทางด้าน IT ทั้งหลาย แล้วทำให้้ผมพบตัวตนอีกมุมหนึ่งของเขาเหล่านั้นมากขึ้นเสมอ บางคน เวลาที่เขาพูดใน community เป็นแบบหนึ่ง แต่เวลาเขียน blog แล้ว จะเหมือนเป็นอีกคนหนึ่ง เห็นลักษณะนิสัยที่ดูจะเป็นคนที่ดีมากกว่าที่เห็น หรือบางคนก็ใช้การเขียน blog แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกในด้านที่ออกจะดูไม่ดีสักเท่าไหร่ออกมา
ซึ่งผมสับสนว่าจริงๆ แล้วเขามีด้านที่ไม่ดีนั้นจริงๆ หรือเปล่า หรือเพราะตัวหนังสือ หรือถ้อยคำที่ใช้นั้น ทำให้ผมเข้าใจเขาผิดไปเอง
Ref : Proud to be keeg





