มิถุนายน 18
และแล้ว ครอบครัวของผม ก็เป็นอีกหนึ่งครอบครัว ที่โดนความเหนื่อยหน่ายต่อระบบงานของหน่วยงานของรัฐ บางหน่วยงาน กลืนกิน
วันนี้เป็นวันนัดไกล่เกลี่ยรอบสอง ซึ่งผมไม่ได้ไปด้วย แต่ผมก็บอกหลานของผม และพี่สะใภ้ เราจะเลือก (ว่าจะสู้ หรือจะยอม) ตามพ่อเด็กผู้หญิงคนนั้น เพราะอะไร ผมถึงเลือกแบบนี้ ทั้งๆ ที่ยืนยัน เรื่องอยากได้ความยุติธรรมมาตลอด
ถ้าผมเลือกสู้ทั้งๆ ที่พ่อเด็กผู้หญิงคนนั้นยอม ก็จะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้เขาไป เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นต้องมาเป็นพยานให้หลานผม ซึ่งจะเสียเวลาเรียนของเขา สรุป ถ้าจะยอม ก็คือยอม เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพียงเพราะตัวเองอยากได้ความยุติธรรม
ถ้าผมเลือกยอมทั้งๆ ที่พ่อของเด็กคนนั้น จะสู้ ย่อมไม่เป็นการดีแน่ เพราะเหมือนลงเรือลำเดียวกันมาแล้ว โดนกล่าวหาด้วยกัน พอเขาอยากสู้เพื่อความยุติธรรม ผมกลับเลือกให้หลานผมถอย ให้เขาสู้โดยเพียงลำพัง ก็คงไม่ดี
ผลออกมา พ่อของเด็กเลือกที่จะยอม เพราะไม่อยากให้ลูกเขาเสียเวลาเรียน ก็ต้องเป็นไปตามที่ได้คิดไว้ในตอนต้นว่า “ยอม” ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวผม ผมไม่อยากเชื่อว่าการหาความยุติธรรมมันลำบากขนาดนี้ รู้สึกเหมือนโดนกฏหมายรังแก ยังไง ก็ไ่ม่รู้
Ref : แบบนี้น่ะเอง “การไกล่เกลี่ย”, ไปศาลเยาวชนและครอบครัว, ไปปฐมนิเทศการขึ้นศาลที่สถานพินิจ, เห็นผัวเมียทะเลาะตบตีกัน ช่วยได้ครับ, สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, เหตุเกิดที่แม่กลอง ทำดีได้ดีหรือไม่
มิถุนายน 17
เวลาผมไปกิน MK ผมมักจะอ่านเนื้อหาในกระดาษรองเสียก่อน ว่ามีเนื้อหาเป็นเรื่องที่น่าสนใจหรือเปล่า ถ้าใช่ผมจะไม่ใช้กระดาษแผ่นนั้น ไม่อยากให้มันเปียกครับ ผมอยากเอากลับมาเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึก
วันนี้ตอนผมจัดเอกสาร ก็ไปเจอกระดาษรองจาก MK เรื่อง “มหัศจรรย์ของนิ้วนางข้างซ้าย” ครับ
เนื้อหาก็คือ ทำไมเวลาแต่งงานต้องสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย เป็นเพราะความเชื่อที่ว่า นิ้วนางข้างซ้ายมีเส้นเลือดเชื่อมต่อไปยังหัวใจ เส้นเลือดดังกล่าวก็มีจริง คือ vena amori ซึ่งเป็นภาษาละติน หมายถึง “เส้นเลือดแห่งรัก” หรือ “vein of love” ซึ่งการสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเป็นเหมือนสัญญาของคู่บ่าวสาวว่าจะรักกันตราบนานเท่านานด้วยครับ
Ref : แผ่นรองจาก MK
มิถุนายน 16
กลับมาอยู่ในห้วงวงจรอุบาทว์อีกแล้วครับ เครียด -> คลั่ง -> ฆ่า อ่ะ ไม่ใช่ ครับ ไม่ใช่
เจอปัญหา -> เครียด -> ลนลาน -> สับสน -> โลกหมุน -> ค่อยๆ ตั้งสติ -> ฝ่าฟันไปได้
ซึ่งตอนนี้ อยู่ในช่วง เครียด -> ลนลาน -> โลกหมุน ครับ แม้จะรู้ตัวว่าถ้าค่อยๆ ตั้งสติ แล้วจะฝ่าฟันไปได้ ทุกครั้งก็เหอะ มันก็ยังคงอยู่ในช่วงนี้ก่อนอยู่ดี และผ่านช่วงนี้ไปได้ยากด้วยครับ
เมื่อวันจันทร์ได้คุยกับน้องข้างบ้านเรื่องงาน เขาบอกว่าเวลาทำงานแล้วเครียด ก็จะออกไปสูบบุหรี่ แล้วกลับมาทำงานต่อ สงสัยว่ามันคงช่วยได้จริงๆ แต่ผมก็คงไม่ลองหรอกครับ แล้วจะทำยังไงดีน๊าาาาา ถึงจะผ่านช่วงนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด
Ref : ดินพอกหางหมู | วงจรอุบาทว์
มิถุนายน 15
เปนไงครับ การพาดหัวแบบนี้ เหมือนกับหนังสือพิมพ์ไหมครับ ไม่ต้องตกใจไม่ได้เป็นเรื่องอะไรน่ากลัวขนาดนั้น ยิงหัวด้วยเครื่อง non contact thermo meter ครับ หากใครมีอุณหภูมิเกิน ก็ต้องไปนั่งต่อคิวพบแพทย์ ที่ซุ้มข้างๆครับ เพื่อป้องกันไข้หวัด 2009 นั่นเองครับ มีการแจ้งว่าหากมีคนใดคนนึงติดแผนกนั้นต้องหยุดงาน 10 วันเลย เลยคุยกันสนุกๆ ว่า เออ ถ้ามันไม่ร้ายแรง ติดกันซักคน น่าจะดีนะ อิอิ
มิถุนายน 14
ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ keeg จริงๆ ไม่ใช่ geek ครับ สาเหตุที่เขียนเรื่องนี้ เพราะเห็น blog ของพี่รูฟ ติดป้าย Proud to be geek เห็นแล้วสวยดี
Geek คำนี้มีความหมายตาม Lexitron ว่า “คนที่เก่งแต่ไม่มีทักษะในการทำงาน” เป็นสแลง แต่เท่าที่ผมเห็นเหล่า geek ในวงการล้วนแต่ทั้งเก่งและมีประสบการณ์การทำงานที่สูงมาก
ส่วนผมคงเป็นได้แค่ keeg เป็นส่วนกลับของ geek คือ “คนที่ไม่เก่งแต่มีทักษะในการทำงาน” เหอๆ จะว่าไปแล้ว ทักษะก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่หรอกครับ
มิถุนายน 13
วันนี้ ผมมีเรื่องเศร้า มาเขียนให้อ่าน
วันนี้พอดีวันเสาร์ จริงๆ ต้องไปทำงาน แต่ทำการลางาน มาเพื่อไปรักษาฟัน ตอนเช้า กลับมาบ้านตอนบ่าย กำลังดูหนัง DieHard 4.0 อยู่ที่บ้าน เตี่ยเดินมาหาบอกว่า รถกระบะของคนข้างบ้านหาย โดยสถานที่หายอยู่ที่แม่กลอง ผมได้ยินก็อึ้งน่ะ พูดอะไรไม่ถูก เฮ้อ ! เศร้า
พอดีมีประสบการณ์เกี่ยวกับรถหาย ผมเคยทำหาย (รถมอเตอร์ไซค์) เมื่อซัก 7-8 ปีแล้วมั้ง เพิ่งถอยมาได้ไม่ถึง 2 เดือน เอาไปไปรษณีย์สมุทรสงคราม เพื่อส่งไปรษณีย์บัตรชิงรางวัลบอลโลก ตอนนั้นลงมาจากอาคาร มาแล้วไม่เห็นรถทำอะไรไม่ถูก พูดไม่เป็นจริงๆ
มานั่งนึกตอนนี้ คนข้างบ้านจะทำเช่นไร ขนาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ผมทำหายนั้น ทำให้แม่ผมคิดมาก แกป่วยไปเลยน่ะครับ นอนซึมอยู่ประมาณครึ่งเดือน ผมยังลุ้นว่า จะพูดกับพี่คนข้างบ้านอย่างไร ผมเข้าใจว่าช่วงนี้ แกไม่ต้องการสนทนากับใคร ทั้งที่อยากได้กำลังใจอย่างแรง
* ข้อคิดที่มีคนชวนให้เรารักกัน อย่าทำร้ายผู้อื่น ผมว่ามันทำร้ายชีวิตของคนๆ หนึ่งไปเลยน่ะครับ และทำให้คนนั้นเปลี่ยนไป จากคนที่แคร์ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร ต้องมาเป็น กูจะไม่สนใจ ใครๆ อีกแล้ว
* ดู DieHard ไม่จบ เพราะ ช่วงนี้ ปลุกให้อึดไม่ขึ้นแล้วครับ
* ตอนนี้ คนข้างบ้านยังไม่กลับ น่าจะดำเนินการกับตำรวจอยู่ครับ
* คนข้างบ้าน ไม่ได้เศร้าคนเดียว ทั้งครอบครัว ทั้งคนในหมู่ อารมณ์เศร้ามีให้เห็น มากมาย เฮ้อ ;(
มิถุนายน 12
ABU Robot Contest 2009 รอบชิง พี่ท่านเล่นเข้าไป 5 ทีม โอ้โห ไม่ิคิดจะแบ่งให้คนอื่นบ้างเลยหรือไงน๊าาา… แต่ก็อย่าลืมไปเชียร์กันนะครับพี่น้อง รักทีมไหน เชียร์ทีมนั้น เชียร์น้อยๆ แต่ขอให้เชียร์นานๆ
เอ้อ “การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ ประเทศไทย ประจำปี 2552” ก็เพิ่งได้แชมป์มา สุดยอดครับ สุดยอดจริงๆ

Ref : TPA Robot Contest Thailand Championship 2009, Thailand Rescue Robot 2008, การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ ประเทศไทย ประจำปี 2552
มิถุนายน 11
ตอนนี้ ชีวิต อยู่กับความรีบร้อน ทั้งเช้า ทั้งเย็น เลยครับ เช้าก็รีบวิ่ง จากหอไป BTS ลงจาก BTS ก็ต้องรีบวิ่งไปรถตู้ (ไปช้าเดี๋ยวคิวยาว) พอตอนเย็นก็วิ่งอีก ออกจากแบงก์(แจ้งฯ) รีบวิ่งไปขึ้นรถตู้ (ไม่ิวิ่งเดี๋ยวรถตู้เต็ม จะต้องรอนาน) พอลงจากรถตู้ก็วิ่งไป BTS ลงจาก BTS วิ่งไปตึกอื้อจือเหลียงอีก โอ้ว ชีวิต…
จากที่ก่อนหน้านี้(ผ่านมาแค่ 2 อาทิตย์) ตอนเช้า นั่งรถตู้บริษัทไปแบงก์(ราษฯ) แบบสบายๆ ตอนเย็น ออกจากแบงก์(ราษฯ) ก็นั่งแท็กซี่ไปตึกอื้อจือเหลียงเลย แบบสบายๆ อีกเ่ช่นกัน มันเป็นอดีตไปแล้ว ฮือๆๆ
Ref : วันแรก กับการไปเรียนจากแจ้งวัฒนะ
มิถุนายน 10
แนะนำหนังสือครับ พอดีอ่านมาตอนหนังจะฉาย เมื่อซัก 3 เดือนที่แล้วมั้ง ประกอบกัน 3 เล่ม โดย เล่มแรก ที่ใช้สร้างหนังจบในเล่ม ส่วนเล่ม 2+3 ต่อยอด ต้องอ่าน 2 เล่มถึงจบสมบูรณ์ โดย เล่ม 2+3 ไม่สนุกเท่าไร แต่ว่า ซื้อ เล่ม 1 มาแล้ว ก็ต้องมี 2 และ 3 เก็บไว้น่ะครับ

เล่ม 1 ชื่อว่า หัวใจน้ำหมึก (inkheart)
เล่ม 2 ชื่อว่า มนตร์น้ำหมึก (inkspell)
เล่ม 3 ชื่อว่า มฤตยูน้ำหมึก (inkdeth)
เนื้อเรื่องประมาณว่า มีคนอ่านหนังสือแล้ว บุคคลที่อยู่ในหนังสือ ออกมาในโลกของเรา แต่ก็จะดึงอะไรบางสิ่ง กลับเข้าไปแทนในหนังสือ เพื่อทดแทน ซึ่งแนะนำให้อ่านเล่มแรกเล่มเดียว ซึ่งสนุกมากมาย แต่เล่ม 2+3 มีน้ำเป็นส่วนใหญ่ครับ เล่ม 2+3 จะเป็น คนที่อ่านหนังสือนั้นอยากพาตัวเองเข้าไปในโลกของหนังสือ เพราะเขาจิตนาการไปถึงสิ่งที่อ่านว่าจะมีลักษณะใดน่ะครับ
* อ่านเล่ม 3 ยังไม่จบ พอดี ไปอ่านของ แดน บราวน์ มาน่ะครับ *
มิถุนายน 09
ผมออกก่อนเวลาปรกติครึ่งชั่วโมง พอลงไปถึงข้างล่างตึก ก็แทบช็อค งานเข้าแล้วครับ ฝนตกหนัก หนักมากถึงขนาดที่มองถนนไม่เห็น แต่ก็ยังดีที่รถตู้อนุสารีย์ ขับเข้ามารับข้างตึกเลย แล้วรถตู้ก็พาผมไปถึงอนุสาวรีย์ได้ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วผมก็รีบจ้ำอ้าวไปขึ้น BTS แล้วไปจนถึงรอยเตอร์ได้ในที่สุด แบบกระหืดกระหอบเลยครับ
ผลคือ ผมไปเรียนสายจนได้ ผมนั่งเรียนแบบซึมๆ เพราะเริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าไม่อยากเรียน ไม่ใช่เหนื่อย หรือเรียนไม่ไหว แต่คิดว่าไม่คุ้มค่ากับการออกก่อนเวลา แล้วยังจะมาเข้าเรียนสายอีก อุตส่าห์เสียเวลาทำงานมาแล้วแท้ๆ
ขอดูอาการเพิ่มเติมอีก 2 วัน พรุ่งนี้ กับมะรืนนี้ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น คงจะมีการดรอปเทอมกันแน่นอนครับ T_T
มิถุนายน 08
การเดินทางไปทำงานวันแรก แบบที่ไม่เคยไปที่แบงก์มาก่อนเลย ผมเลือกการเดินทางโดย Shuttle bus จากจตุจักร ทั้งๆ ที่เคยนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งใช้เวลาเพียง 15-20 นาที เพราะผมอยากเห็นความแตกต่าง และผลก็ออกมาต่างกันมาก ผมใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง แต่ก็ถึงหน้าแบงก์เลยครับ (ถ้าไปรถตู้อนุฯ ก็ถึงหน้าแบงค์เหมือนกัน ^^”)
วันนี้ หมดเวลาไปครึ่งวัน กับการจัดข้าวของสัมภาระต่างๆ ที่นำมาจากราษฏร์บูรณะ มีปัญหากวนใจบ้าง เช่น ช่องเสียบสาย LAN มี 2 ช่อง แต่เขาให้สัญญาณมาเพียงช่องเดียว ซึ่งผมต้องใช้ 2 ช่อง (Notebook 1 เครื่อง กับ Workstation 1 เครื่อง) ปลั๊กไฟก็เสียบยากมาก ช่องที่มีไว้ให้ล้วงมือลงไปเล็กมาก ตู้เก็บของก็ยังไม่มา ฯลฯ
แต่สถานที่สวยงามมากครับ ทุกอย่างดูเจริญหูเจริญตา อย่างมาก ห้องอาหารก็ดูล้ำสมัยกว่าที่ราษฯ ทำให้ผมทำงานจนค่ำเลย แต่ก็ต้องสะดุด เพราะมีคน Shut down เครื่อง Server ที่ราษฯ ไป ผมเลยทำงานต่อไม่ได้ ขากลับออกจากแบงก์ มาก็เจอรถตู้อนุฯ ทันที จบไปด้วยดี อีกหนึ่งวัน แต่พรุ่งนี้สิครับ ตอนเย็นมีเรียน ชะตากรรมผมจะเป็นยังไง ยังมิอาจเดาได้ เหอๆๆ
Ref : Last day @ Ratburana
มิถุนายน 07

ด้วยความที่บริษัทของผม เป็นธุรกิจในลักษณะการให้บริการ การย้ายที่ทำงาน หรือไซต์งาน จึงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะต้องขึ้นอยู่กับลูกค้า และสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการทำงานที่ กสิกร(ราษฏร์บูรณะ) ครับ ตอนผมเก็บของลงกล่อง มีพี่ในทีมถามว่า “ต้องย้ายไปจริงๆ เหรอ” (พอดีไม่ได้ย้ายหมดทั้งทีมครับ ไปบางส่วนของทีม พี่คนที่ถามอยู่ที่นี่ต่อ) “แล้วจะกลับมาประชุมที่นี่บ้างหรือเปล่า” ผมก็บอกว่า “ไม่รู้ครับ” พี่เขาบอกว่า “รู้สึกใจหาย” ผมก็ใจหายเหมือนกันครับ รู้สึกใจหายมากๆ ด้วย เพื่อนที่ต้องย้ายไปกับผม บอกผมว่า ดูรูปที่ถ่ายด้วยกัน บางรูปทำให้น้ำตาซึมเลยครับ
จากที่ปรกติ ตื่นเช้ามา นั่งรถตู้ของ IBM ไปแบงค์ เย็นวันไหนมีเรียน ก็นั่งแท็กซี่จากแบงค์ไปเรียนที่รอยเตอร์ (ตึกอื้อจือเหลียง) วันไหนไม่มีเรียนก็นั่งรถตู้จากแบงก์ กลับมา IBM แต่ต่อไปนี้ ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ผมยังตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินทางไปแจ้งวัฒนะยังไงดี จะไปรถตู้อนุสาวรีย์ หรือว่า Shuttle Bus ที่จตุจักรดี ส่วนตอนกลับก็ต้องนั่งอะไรมาที่ BTS (สถานีไหนซักสถานีหนึ่ง) แล้วนั่งไปรอยเตอร์ (ลงที่สถานีศาลาแดง) เอาน่ะ ต้องไหวสิ จริงไหมครับ